สวัสดีครับอาจารย์ ดร.โรเบิร์ต
ขออนุญาตเรียกอาจารย์นะครับ แม้ไม่เคยเป็นลูกศิษย์ แต่แอบนับถือ อาจารย์มาตลอด ผมติดตามงานอาจารย์มา หลายปีแล้วครับ ทำงานวิชาการและงาน ตอบปัญหาชีวิตครอบครัวในนิตยสารต่าง ๆ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นกับตัวเอง ก็ถือโอกาสนี้ เรียนขอคำแนะนำปรึกษาจากอาจารย์ ดังนี้ครับ
ไม่ทราบว่าผมเป็นคนงี่เง่า ประเภท ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดหรือเปล่าไม่ทราบได้ ผมได้ทำในสิ่งที่พ่อบังเกิดเกล้า เมื่อรู้เรื่องเข้า ถามผมด้วยคำแรงที่สุด เท่าที่ผมเคยได้รับ จากพ่อ” แกเป็นลูกผู้ชายหรือเปล่า ?
ผมใช้เวลาว่างช่วงปีใหม่ทบทวน การดำเนินชีวิตตนเองที่ผ่านมา ก็พบว่าได้ ทำอะไรในสิ่งที่เรียกว่า “ทำในสิ่งไม่ควรทำ และไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ” นี่กระมังชีวิตผมจึง กลับตาลปัตรตามสำนวนวัยรุ่น “หงายท้อง หงายไส้” อยู่ในเวลานี้
คืออย่างนี้ครับ ผมแต่งงานกับ สาวสวยคนหนึ่ง เมื่อ 7 ปีก่อน แม้เวลานี้อายุ 32 ปีแล้ว ก็ยัง 30 ยังแจ๋วอยู่ ส่วนผมอายุ มากกว่าเธอ 4 ปี พิธีแต่งงานเป็นไปตาม ประเพณีความเชื่อคนไทยและคนไทยเชื้อ สายจีนผสมกันกับพิธีกรรมฝรั่ง เช้านิมนต์พระ มาสวด ฉันอาหารเพล บ่ายเจ้าบ่าวยกน้ำชา ให้ญาติผู้ใหญ่ 2 ฝ่าย เพื่อรับเงินรับทอง จากการรับไหว้ ตกค่ำฉลองแต่งงานที่โรงแรม ตัดเค้ก และเจ้าสาวโยนดอกไม้แก่เพื่อน ๆ เรียกได้ว่าอะไรเป็นประเพณี นิยมเกี่ยวกับการแต่งงาน เรากระทำทั้งหมด อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมและภรรยาโดย พฤตินัยไม่ได้ทำ คือการจดทะเบียนสมรสอย่าง ถูกต้องตามกฎหมาย แม้พ่อจะเร่งรัด ให้ไปจดทะเบียนสมรสเสีย จะได้เป็นผัวเมีย เรียบร้อยสมบูรณ์ พ่อเตือนว่า “ระวังนะ นอนหลับยาวนาน โอกาสเกิดฝันร้ายขึ้น ได้ทุกเมื่อ”
ผมมีเหตุผลในตอนนั้น ที่ได้กระทำ ขัดใจพ่อผมคิดว่ายังเป็นหนุ่มเป็นสาว ยังรัก จี๋จ๋ากัน ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลง ลบล้างความรัก ระหว่างเราได้ อีกอย่างผมยังไม่อยากมีลูก อยากเรียนให้ถึงจุดสูงสุด และได้ทำงาน ในสถาบันที่ผมตั้งจุดมุ่งหมาย เอาไว้ตั้งแต่ต้น
ส่วนภรรยา คิดว่าหากใช้คำนำหน้า น.ส.หรือนางสาว โอกาสได้รับการคัดเลือก เข้าทำงานได้ทุนเล่าเรียน มากกว่าเป็นผู้หญิง มีพันธะ มีลูกมีสามีและเป็นนาง
อีกอย่างหนึ่งในเวลานั้นมี กฎหมายใหม่ อนุญาตให้ผู้หญิงมีสามีแล้ว ใช้คำนำหน้า น.ส.ได้ หรือไม่ต้องใช้ นามสกุลสามีก็ได้ เราจึงอยู่กินอย่างไม่มีข้อ ผูกมัดตามกฎหมาย เรื่อยมา
หลังจากแต่งงานได้ 1 ปี ผ่านการ ฮันนีมูนแสนหวานไปแล้ว เราเริ่มโครงการ สร้างชีวิตโดยการเรียนให้ถึงจุดสูงสุด ผมเข้า ทำงานในสถาบันแห่งหนึ่ง ต่อมาดึงภรรยา เข้ามาทำงานด้วย ต่อมาเราต่างได้ทุนเรียนต่อ นี่คือข้อผิดพลาดแรกที่เกิดขึ้น โดยที่เราไม่รู้ตัว แม้แต่น้อย ลืมคำเตือนปู่ย่าตายาย” เป็นผัว เมียกันอย่าห่างกันเกิน 1 เดือน”
ภรรยาผมแยกตัวมาเช่าคอนโดฯ ใกล้สถาบันที่เรียนต่อ ส่วนผมยังคงอยู่บ้าน พ่อแม่ที่ต่างจังหวัด โดยทำงานอยู่ที่สถาบันฯ ใกล้บ้าน แรก ๆ เราเจอกันสัปดาห์ละครั้ง ต่อมาเรียนหนัก มีงานวิจัยเพิ่มมาก จึงกลาย เป็นเดือนกระทั่ง 2 เดือน ค่อยพบกันครั้งหนึ่ง
กระทั่งผมพบตัวเองว่า แม้ต้อง ทำงานหนัก เรียนหนัก ยามอยู่ตามลำพัง มันเหงาอย่างบอกไม่ถูก เพื่อนแนะนำเล่นกีฬา ผมก็เล่นกีฬาชนิดนั้น กระทั่งพิชิตเพื่อนที่ ทำงานได้ทุกคน แต่เมื่อเลิกเล่นกีฬาความ เหงาก็มาอยู่กับผมเหมือนเดิม
แล้ว “ฝันร้าย” ที่พ่อเตือนไว้ก็เกิด ขึ้นจริง มีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาในช่วงที่ผม เหงาสุด ๆ เธอมาติดต่อผมเพื่อช่วย ตรวจงาน วิจัยให้ เราจึงสนิทสนมกัน อย่างรวดเร็ว เพราะ การตรวจงานทางวิชาการต้องใกล้ชิดกัน ตลอดเวลา
ไปทำทำฟีลด์เวิร์ดที่ต่างจังหวัด ครั้งหนึ่ง แม้พักกันคนละห้อง แต่มีความ เหงาดึงดูดเราเข้าหากัน และสุดท้ายความ เป็นโลกีย์ชน ที่ไม่อาจตัดขาดจากกิเลศ ตัณหาได้ เราจึงได้เสียกัน
ผู้หญิงคนนี้อายุน้อยกว่าผม 10 ปี เป็นลูกสาวคนเดียวของพ่อแม่ ต่อมาเธอ ได้พิสูจน์ตัวเองว่ารักผมมาก รักอย่างไม่มีเหตุผล รักเพื่อจะรัก เธอจึงพาผมเข้าบ้านไปแนะนำ รู้จักกับพ่อแม่ ซึ่งพ่อแม่ของเธอก็ดีอย่างสุด ๆ ยินยอมให้ผมกินอยู่ร่วมกันกับลูกสาวในบ้าน ตัวเอง โดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ
พ่อแม่ของเธอเคยบอกผมว่า “อะไรที่ลูกสาวรัก พ่อแม่ก็จะรักด้วย” ผมจึงกลายเป็นเขยขวัญในครอบครัวนั้น โดยไม่มีพิธีแต่งงาน ไม่มีสินสอดทองหมั้น หรือการเสียผีแต่อย่างใด
ผมคิดในตอนนั้น...เราคือผู้ชาย โชคดีที่สุดในโลกเช่นกัน แฟนใหม่ของผม เธอคิดว่าตัวเองคือผู้หญิงโชคดีที่สุดในโลก ที่ได้ผู้ชายนิสัยดี เหล้าไม่ดื่ม บุหรี่ไม่สูบ การศึกษาสูง ทำงานดี มีอนาคตยาวไกล มาเป็นคู่ชีวิต
หลังจากอยู่กินได้เดือนเศษ ผมเผลอหลุดปากไปว่า ผมมีภรรยาอยู่ก่อนแล้ว แต่ไม่ได้ทำให้เธอตกใจ ยังบอกว่ารู้แล้ว และยังรู้จักกันกับภรรยาคนแรกของผม เป็นอย่างดี พ่อแม่คนในครอบครัวก็รู้จักกัน ผมใจหายวาบคิดว่าคราวนี้อยู่ไม่สุขแน่ แต่เธอ ไม่ว่าอะไร พูดว่า “หนูรอเวลาให้พี่บอกก่อน ก็เท่านั้น”
แต่ไม่เท่านั้นอย่างที่พูด เธอได้ ชักชวนผมไปจดทะเบียนสมรส คำขอนี้ไม่ใช่ ต่อหน้าผมเพียงลำพัง มีพ่อแม่ของเธอนั่ง อยู่ด้วย และเธอกำลังนอนซมด้วยพิษไข้หวัด หลังจากไปยืนตากฝนรอผมกลับมาบ้าน เมื่อผมผิดเวลา เพราะพาพ่อไปหาหมอ
เป็นสถานการณ์ที่เหมาะเจาะ สำหรับเธอ ส่วนผมเหมือนถูกมัดมือ มัดร่าง อย่างดิ้นไม่หลุด จึงต้องยอมไปจดทะเบียนสมรส หลังลงนามในใบคำร้องต่อหน้าเจ้าหน้าที่ที่ อำเภอ คำเตือนของพ่อวาบในสมอง...ระวัง ฝันร้ายจะมาหาแก
นี่ไงครับอาจารย์ เป็นพฤติกรรม ที่ผมเรียกว่า “ทำในสิ่งไม่ควรทำ และไม่ทำ ในสิ่งที่ควรทำ” แต่กว่าผมจะรู้ซึ้ง วันเวลา ผ่านไปเป็นปีแล้วครับ เกินเลยวันเวลา ที่จะฟ้องศาลให้สั่งการจดทะเบียนสมรส เป็นโมฆะในกรณีใด ๆ ได้อีก
ผมจึงกลายเป็นเขยขวัญใน ครอบครัวภรรยาคนที่ 2 ไปอย่างครบสมบูรณ์ ทั้งโดยพฤตินัย และนิตินัย โดยที่ภรรยาคนที่ 1 ไม่รู้ระแคะระคายแต่อย่างใด ว่าเธอ ได้เปลี่ยน สภาพจากเมียหลวงไปเป็นเมียน้อยไปแล้ว
ผมพยายามหาเวลาไปหาอดีต เมียหลวงที่คอนโดฯ กรุงเทพฯอย่างน้อย สัปดาห์ละครั้ง เพื่อชดเชยให้เธอในสิ่งที่ผม ทำผิดแก่เธอไป แต่แล้วข้อเปรียบเทียบระหว่าง 2 ภรรยาก็เกิดขึ้น คนแรกอ้างเรียนหนัก งาน วิจัยมาก จึงไม่มีเวลาแก่ผม แม้กระทั่งเวลา จะมีเซ็กซ์กัน ก็เป็นไปอย่างจืดชืด ไม่มีความ โรแมนติกเหลืออยู่อีก ต่างกับเมื่ออยู่กับภรรยา คนที่ 2 กินอยู่ เซ็กซ์อย่างเต็มอิ่ม ถึงระดับ “เวลากินจะป้อน เวลานอนก็พัดโบกให้”
ตามประสามนุษย์ปุถุชน คนธรรมดา ที่ใดมีทุกข์ ก็หลีกเลี่ยงที่ใดมีสุขก็ไปที่นั่น ผมจึงไปอยู่บ้านภรรยาคนที่ 2 เป็นเวลา 7 วัน ต่อสัปดาห์ ไม่มีเวลาไปหาภรรยาคนแรก ไม่มีเวลาไปบ้านพ่อแม่ ซึ่งที่นั่นเคยเป็นรังรัก ของผมกับภรรยาคนแรก
เพื่อนสนิทยิ่งรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี เตือนผมว่า “อย่าหลงจิมิ จนเสียงานนะเฟ้ย นายเป็นความหวังของหน่วยงานเรา” หลังจาก ผมย้ายมาประจำที่หน่วยงานแห่งใหม่ เพียงแค่ เดือนเศษ ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าศูนย์ เช่นนี้เองทำให้ผมหลงระเริงไว้ว่า ตนเองคือ ผู้ชนะสิบทิศ “กู๊ดลัคอินเกม กู๊ดลัคอินเลิฟ”
แต่ในที่สุดสวรรค์บนดินของผม ก็แตกโพล๊ะ เมื่อโอกาสวันสำคัญในชีวิตมาถึง วันรับปริญญาสูงสุดในชีวิต ซึ่งผมเรียนจบเพียง คนเดียวในรุ่น ซึ่งน่าภาคภูมิใจอย่างที่สุด แต่ก็เป็นวันน่าเศร้าก็ของผมมาซ้อนทับกัน อย่างไม่มีอะไรมาช่วยได้
ภรรยาทั้ง 2 คน แสดงเจตจำนง มาร่วมพิธีสำคัญนี้ให้ได้ ทีแรกผมคิดว่า คงไม่มีใครสนใจ เพราะนี่คือปริญญาใบที่ 3 ของผม ไม่เพียงเท่านั้น พ่อแม่ ก็ต้องการ มาร่วมแสดงความดีใจด้วย
เดิมนั้น ผมคิดว่าไม่มีใครสนใจจึง บอกให้ภรรยาคนที่ 2 และ พ่อแม่ของเธอ มาร่วมพิธีได้ แต่พอพ่อแม่และภรรยาคนแรก บอกว่าจะมาแล้วผมจะทำไงดี พ่อแม่และ ภรรยาคนแรก ไม่เคยรู้ว่าผมมีภรรยาคนที่ 2 ขืน รู้วงแตกแน่นอน
ผมจึงบอกภรรยาคนที่ 2 ไม่ต้องไป เธอต้องการเหตุผล ผมอ้างสารพัด เธอไม่เชื่อ โดยยึดมั่นถือมั่นว่า ผมเอาภรรยาคนแรก ไปงานใช่มั้ย? ในที่สุดเราก็ทะเลาะกันอย่าง รุนแรง ผมจึงผลุนผลันขับรถยนต์ออกจากบ้าน ตอนตี 2 กลับมาบ้านพ่อแม่ พร้อมกับปิดโทรศัพท์
นี่แหละครับผมมารู้ทีหลัง เธอติดต่อ ผมไม่ได้ จึงโทร.ไปปลุกพ่อกับแม่ ตอนตี 2 เพื่อบอกว่าเธอเป็นเมียผม คิดดูซิครับใน วันรุ่งขึ้น พ่อกับแม่จะต่อว่าผมอย่างไรบ้าง ตอนนั้นผมคิดหนักมากอยากจะออกบวชไปเลย
อ้อ...ผมลืมเล่าไป ภรรยาคนที่ 2 รู้จักพ่อแม่ผมดีครับ แต่เป็นการรู้จักฝ่ายเดียว ผมเคยแอบเอาภรรยาคนที่ 2 เข้ามาอยู่ในบ้าน โดยแอบอยู่ในห้องนอนซึ่งเป็นรังรักของผมกับ ภรรยาคนแรก... ตรงนี้แหละครับ ผมรู้สำนึก แล้วว่าตนเองได้กระทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ อย่างยิ่ง เพราะแม่เสือไม่มีวันอยู่ร่วมห้องเดียวกันได้
ในที่สุดพ่อต้องออกมาแก้ปัญหาให้ โทรศัพท์ไปหาภรรยาคนที่ 2 โดยตกลงกันว่า งานรับปริญญาของผม พ่อแม่ไปกับภรรยา คนแรก ไปถ่ายรูปกับเต็มที่ พอถึงตอนค่ำ จัดงานเลี้ยงเล็ก ๆ ฉลองปริญญาของผมที่บ้าน ภรรยาคนที่ 2 โดยพ่อไปร่วมงานด้วย ส่วนแม่ไม่ไปบอกว่ายังทำใจไม่ได้
พ่อสอนผมว่า นี่คือการแก้ปัญหา แบบ “หาร 2” คือการแก้ปัญหาแบบ ไม่มีใคร ได้ทั้งหมด แต่ไม่มีใครเสียทั้งหมด
จากนั้นอบรมสั่งสอนผมอีก หลายเรื่องโดยเน้นว่า “ความรู้ทำให้คนองอาจ ก็จริง การดำรงชีวิต ก็ต้องสง่างามตาม ไปด้วย” ชีวิตที่สง่างามเกิดขึ้นได้ประการ เดียว...เมื่อกล้าคิด กล้าทำต้องกล้ารับผิดชอบ
เมื่อท่านถามว่าจะเอายังไงกับ ภรรยาคนที่ 2 ตอนนั้นผมรู้สึกเบื่อหน่าย และเต็มอิ่มกับทุกอย่างที่เธอเสนอสนองให้ จึงอยากจะเลิก เพราะรู้สึกผิดต่อภรรยา คนแรกนี่เองพ่อของผมจึงใช้คำแรงที่สุด เท่าที่ผมเคยได้รับมา นับแต่ครั้งสุดท้ายเมื่อ อายุ 8 ขวบ ผมใช้สายไฟแหย่เข้าปลั๊กไฟฟ้า จึงหวุดหวิดเกิดไฟไหม้บ้าน และถูกตีด้วย ต้นไม้กวาด ท่านด่าผมว่า “แกเป็นผู้ชาย หรือเปล่า? นี่ถ้าแกมีลูกสาว และคนอื่นมาทำ กับลูกสาวแกอย่างนี้ แกจะทำอย่างไร? ผมคิดในใจ “ก็ฆ่ามันนะซิ”
ผมพิศวงงงงวยกับวิธีแก้ปัญหา ของพ่อแม่ผมมาก ต่อมาได้เรียกภรรยาคนแรก ของผมมาถามต่อหน้าว่า “อยู่กินกันมากี่ปีแล้ว ลูก “ภรรยาตอบว่า 7 ปี กว่าแล้วค่ะ พ่อถาม อีกว่า “แล้วยังรักกันอยู่อีกหรือไม่? “ภรรยา ตอบว่า” ยักรักอยู่ซิคะ คุณพ่อถามทำไม มีอะไรหรือ? พ่อผมไม่ตอบคำถามนี้ แต่อบรมว่า “เป็นผัวเมียกันต้องหมั่นดูแลกัน อย่าอ้างงาน อ้างเรียน ว่าไม่มีเวลา ความรักเหมือนต้นไม้ ต้องหมั่นรดน้ำพรวนดินตลอดเวลา ไม่งั้นแมลง เจาะทำลายได้ “พูดจบก็ถลึงตาใส่ผม”
ส่วนภับภรรยาคนที่ 2 พ่อเรียก มาอบรมว่า “อยู่กินกันใหม่ ๆ ก็อย่างนี้แหล่ะ ลิ้นกับฟันกระทบกัน ได้ตลอดเวลา พอ ๆ กับจำนวนครั้งที่มีเซ็กซ์กัน พอนานเข้า ก็จะซาไปเองจงอย่าติดยืดตรงนี้ ให้ผูกกัน ด้วยใจ ด้วยความห่วงหา อาทรกัน แล้วชีวิต คู่จะอยู่กันอย่างมีความสุขตลอดไป”
พ่อผมสรุปว่า เมื่อผมทำอะไร ลงไปแล้ว ต้องรับผิดชอบในสิ่งนั้น ทั้งภรรยาคนที่ 1 และคนที่ 2 ไม่ใช่คนผิด คนผิดคือผม ดังนั้นผู้ก่อต้องเป็นผู้แก้ไข ท่านสั่งให้ผมมีเมีย 2 คนพร้อมกันต่อไป ให้วันเวลาเป็นผู้แก้ไข สถานการณ์ และผมต้อง ประคองสถานการณ์ ไม่ให้เลวร้ายไปกว่านี้ จะทำอย่างไรก็ได้ แต่ต้อง แสดงออกถึงความรับผิดชอบอย่างถึงที่สุด
“แกโตแล้ว เรียนก็สูง ไปหาวิธี บริหารเมียเอาเอง” พ่อผมสั่งอย่างนี้ครับ อาจารย์ ซึ่งเป็นโจทย์ข้อแรก ผมยังหาทางออก ไม่ได้ จึงขอความกรุณาจากท่านอาจารย์ ผมสมควรบริหาร 2 ภรรยาอย่างไร จึงอยู่กิน อย่างมีความสุขได้ หรือเอาแค่ไม่ทะเลาะ กันก็พอ
ข้อที่ 2 นี้หนักมาก จู่ ๆ ภรรยา คนแรกของผมนึกอย่างไรไม่ทราบได้ ชักชวนผมกึ่งบังคับไปจดทะเบียนสมรส ตรงนี้ผมจนปัญญาจริง ๆ ช่วยผมด้วย ครับท่านอาจารย์
โดยความนับถืออย่างสูง
อมก๋อย / นครปฐม
ตอบคุณอมก๋อย
เรื่องของคุณถ้าเป็นจริง นับว่า แปลกมาก ถึงระดับแหกตำราวิชาการไปเลย มีอย่างที่ไหน จัดพิธีแต่งงานใหญ่โตกับ เมียคนแรก แต่ไปจดทะเบียนสมรสกับเมียคนที่ 2 มันผิดฝาผิดตัว ผิดกาละเทศะอย่างไรไม่รู้...
ถ้าให้ผู้เขียนวิเคราะห์ เรื่องราว ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ “อุบัติเหตุแห่งรัก” อย่างแน่นอน แต่เป็นโศกนาฏกรรมต่างหากและนับวัน ปัญหาจะเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
เพราะในโลกนี้ มีน้อยที่มีความ สามารถ จัดการเมีย 2 คน อยู่ร่วมกันอย่าง ปกติได้ เพราะไม่งั้นแล้วคนไทยสมัย โบราณจึงไม่พูดหรอกว่า “เมียสองต้องห้าม” ส่วน “เมียสามตามตำรา” ผู้เขียนไม่ขอ แนะนำ ก็แค่ 2 คน คุณก็กำลังกระอักเลือด อยู่แล้วมิใช่หรือ?
แต่ก็มีบ้าง มีผู้เก่งกล้าสามารถ บริหารเมีย 2 ได้ค่อนข้างราบรื่น พอสมควร แก่อัตภาพ โดยมีวิธีการดังนี้
1. ต้องแยกบ้านกันอยู่
2. ยกย่องเท่าเทียมกัน (แต่ถ้าต้อง เลือก ต้องเลือดแม่ของลูก)
3. ถ้าเป็นไปได้ เมียหลวงไม่รู้ เมียน้อยรู้ กรณีของคุณเข้าข่ายนี้ จงใช้ประโยชน์ ข้อนี้มาก ๆ
4.ทุกอย่างต้องหาร 2 แบ่งครึ่ง เท่ากัน เหมือนกัน ตั้งแต่ของกำนัล ทรัพย์สิน และเวลา แม้อีกฝ่ายไม่รู้ แต่คุณรู้
5.กรณีคุณอมก๋อย แบ่งวันเวลา อยู่กินโดยตกลงกับเมียคนที่ 2 ในเวลา 1 สัปดาห์ อยู่กับเธอได้ 3 วัน อีก 3 วัน ให้กับ เมียคนแรก อีก 1 วันให้กับพ่อแม่ซึ่ง 1 วันให้กับบ้าน พ่อแม่นี้สำคัญ มากคุณจะละเลยไม่ได้ เพราะในยามฉุกเฉิน จำเป็น เช่นงานที่ 2 ภรรยา ต้องการไปร่วม คุณก็อ้างได้ว่า วันนี้ต้องไปบ้านพ่อแม่ ซึ่งคุณ ต้องไปจริง ๆ และต้องออกงานเดียว
6.วันของใคร ต้องเป็นวันของ คนนั้นเต็มสมบูรณ์ อย่าพยายามแบ่งไปให้ อีกฝ่ายอย่างเด็ดขาด (ข้อนี้เต็กกอชายชาว นครปฐม ผู้มีเมีย 9 คน ทำสำเร็จมาแล้ว)
7.เมื่อมาอยู่อีกฝ่าย อย่าพูดถึง อีกฝ่าย จะละเมอเรียกก็ไม่ได้ หากถูกถามจาก ภรรยาคนใดก็ถามว่า “ของ...เค้าดีกว่าหรือไม่?” อย่ารีบรอ ตอบโดยเร่งรีบว่า ดีกว่ามากจ้า
8.สำหรับปัญหาข้อที่ 2 จู่ ๆ ภรรยา คนแรกชวนคุณไปจดทะเบียนสมรส สถานการณ์ นี้ผู้เขียนคิดว่าภรรยาคนแรกของคุณคง ได้กลิ่นไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นแล้วและเธอต้อง การพิสูจน์ทราบเรื่องราวที่ได้ฟังมาว่าจริงหรือไม่? ตรงนี้ยอมรับว่าหนักมาก เพราะคุณ ไปจดทะเบียนสมรสอีกครั้งไม่ได้ ยุคนี้ออนไลน์ แค่กดชื่อปุ๊บก็รู้แล้วว่า โสดหรือแต่งงานแล้ว ถ้าคุณขืนทำผิดกฎหมายอีกด้วย ทั้งหมดนี้คุณ ดูเหมือนว่าคุณกำลังถูกต้อนเข้าทางตัน แล้วใช่มั้ย? เปล่าเลย คุณยังมีทางออก ทางดิ้น ได้ อย่างที่คุณพ่อของคุณบอกเอาไว้ ตราบใด เราตั้งใจแก้ปัญหาบนพื้นฐานของความรับผิดชอบ ย่อมต้องมีทางออกเสมอ เช่นกัน ภรรยาคนแรกขอคุณ จดทะเบียนสมรส คุณต้องแก้ปัญหาแบบหาร 2 คือไม่มีใครได้ทั้งหมด และไม่มีใครเสียทั้งหมด คุณต้องแสดงความยินดีปรีดา ที่ภรรยาคนแรก เปลี่ยนใจยอมจดทะเบียนสมรส แต่คุณจะบอก เธอว่า คุณมีแผนการใช้ชีวิตที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คุณต้องการมีลูกผู้สืบสกุลกับเธอ ถือเป็น ของขวัญยิ่งใหญ่ในชีวิต ลูกคลอดเมื่อใด ก็อุ้ม ลูกไปที่อำเภอจดทะเบียนสมรสวันนั้น พร้อม ๆ กับจดทะเบียนรับรองบุตรไปด้วย (ถ้าจดทะเบียน สมรสไม่ได้ ก็จดรับรองบุตรไปก่อน)
แม้เป็นการเบี่ยงประเด็น แต่การแก้ ปัญหาเช่นนี้ คือการแสดงออกอย่างสูงสุด ถึงความรับผิดชอบความรักที่สามีพึงมีต่อภรรยา
ซึ่งผู้เขียนคาดหมายว่าภรรยา คนแรกของคุณลืมเรื่องจดทะเบียนสมรส ไปเลยก็ได้ หากได้ลูกมาเป็นโซ่ทองคล้องใจ
ทั้งหมดนี้ผู้อ่านซึ่งอยู่ในฐานะ ต่าง ๆ เช่นเป็นเมียหลวง เมียน้อย เมียเก็บ หรือญาติพี่น้องแต่ละฝ่าย อาจมีมุมมองว่า ฝ่ายตนไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งผู้เขียน ขอยืนยันว่าวิธีการแก้ปัญหาแบบหาร 2 นี้ เป็นการ ใช้หลักรัฐศาสตร์มาแก้ไข โดยมีจุดมุ่งหมาย ให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้ โดยไม่เกิดคดีร้ายแรงขึ้น แม้จะยืนอยู่บนสถานการณ์แตกแยกก็ตามที
อีกประการสำคัญ คุณอมก๋อย ผู้เป็น ตัวความ ยอมรับแล้วว่าตนเองเป็นฝ่ายผิดส่วน ภรรยา 2 คนเป็นฝ่ายถูกกระทำวิธีการ ดังกล่าวมา เป็นการชดเชย หรือชดใช้กรรมที่สมควรแก่ เหตุที่คุณอมก๋อย พึงได้รับแล้ว ซึ่งต่อไปคุณจะรู้ ได้ด้วยตัวเองว่า แท้จริงแล้วการมีเมีย 2 คือ ทุกขลาภ
แต่การประคับประคองสถานการณ์ มีเมีย 2 ต้องห้าม ลักษณะนี้ก็มีวันถึงทางตัน ได้เช่นกัน เพราะความลับย่อมไม่มีในโลก สักวัน หนึ่งเรื่องต้องแดงออกมา ถึงเวลานี้ คุณจงใช้ “ความรู้ ท่วมหัว” ของคุณเจริญสติเอาตัว ให้รอดด้วย ตัวเอง เถิด